S&P 500 ยังน่าลงทุนไหม? ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงที่ควรรู้
ไฮไลต์
- S&P 500 ยังน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ผู้ลงทุนควรถืออย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป เพราะตลาดมีช่วงขาดทุนและผันผวนเป็นเรื่องปกติ
- แม้จะลงทุนในหุ้นกว่า 500 บริษัท แต่ปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยี 7 บริษัทมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 34% ของดัชนี
- ปัจจุบัน S&P 500 มีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 28.5 เท่า ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนว่าหุ้นสหรัฐฯ ยังค่อนข้างมีมูลค่าสูง
- หากต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ควรกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นและตราสารหนี้
หากคุณกำลังหาคำตอบนี้ คำตอบคือ ‘ยังน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว’ เพราะในอดีต S&P 500 สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 12.2% ต่อปี และย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 10.5% ต่อปี
แต่อีกด้านหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม คือ S&P 500 ไม่ได้ขึ้นตลอดเวลา บางปีดัชนีก็ปรับตัวลงแรง มูลค่าหุ้นในปัจจุบันเริ่มอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง และหุ้นเทคโนโลยีเพียง 7 บริษัท ยังมีสัดส่วนรวมกันถึงประมาณ 34% ของดัชนี
แล้วตอนนี้ยังควรลงทุนใน S&P 500 หรือไม่? บทความนี้จะพาไปดูทั้งข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
สรุปสั้นๆ
S&P 500 ยังเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกปี และยังมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หากต้องการลดความผันผวน การกระจายการลงทุนไปยังตลาดอื่นและตราสารหนี้ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ทำไม S&P 500 ถึงได้รับความนิยม?
เหตุผลที่ S&P 500 ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก เพราะเป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่งของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
แทนที่จะต้องเลือกหุ้นรายตัว นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 เพื่อเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ในครั้งเดียว อีกทั้งยังมีต้นทุนการลงทุนค่อนข้างต่ำ และในอดีตก็สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างโดดเด่น จึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก
จุดเด่นของดัชนี S&P 500
สิ่งที่ทำให้ S&P 500 แตกต่างจากการลงทุนในหุ้นรายตัว คือการช่วยกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำหลายร้อยแห่ง โดยไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัว
ข้อดีของ S&P 500 ได้แก่
- กระจายการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่ง
- ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ลดความเสี่ยงจากการถือหุ้นเพียงไม่กี่ตัว
- ลงทุนง่ายผ่าน ETF หรือกองทุนรวม
- ค่าธรรมเนียมของ ETF ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ
- มีประวัติผลตอบแทนระยะยาวที่น่าสนใจ
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจำนวนมากจึงใช้ S&P 500 เป็นพอร์ตหลัก สำหรับการลงทุนระยะยาว
S&P 500 ก็มีข้อเสียที่ควรรู้
แม้ S&P 500 จะกระจายการลงทุนในบริษัทหลายร้อยแห่ง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
ประการแรก คือ ยังเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพียงตลาดเดียว หากเศรษฐกิจหรือหุ้นสหรัฐฯ ชะลอตัว พอร์ตการลงทุนก็มีโอกาสได้รับผลกระทบพร้อมกัน
ประการที่สอง คือ S&P 500 เป็นพอร์ตหุ้น 100% จึงมีความผันผวนค่อนข้างสูง เมื่อเกิดวิกฤติ ตลาดอาจปรับตัวลงแรง และอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมา
อีกเรื่องที่ควรติดตามคือ ปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียง 7 บริษัท มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 34% ของดัชนี ทำให้ผลตอบแทนของ S&P 500 พึ่งพาหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าที่หลายคนคิด
ลงทุนใน S&P 500 ก็ขาดทุนได้
แม้ S&P 500 จะสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกปี นักลงทุนมีโอกาสขาดทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหรือภาวะตลาดปรับฐาน
ยกตัวอย่างเช่น
| ปี | ผลตอบแทน S&P 500 |
| 2561 (2018) | -6.24% |
| 2565 (2022) | -19.44% |
| 2551 (2008) | -38.49% |
| จุดต่ำสุด (ช่วงวิกฤติปี 2551) | มากกว่า -57% |
แม้แต่ในปีที่ดัชนีปิดบวก ระหว่างปีก็ยังมีช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงอยู่เสมอ หากลงทุนในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง ก็อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมามีกำไร
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนส่วนใหญ่แนะนำให้ลงทุนใน S&P 500 ด้วยเป้าหมายระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป เพื่อให้มีเวลามากพอที่จะผ่านช่วงที่ตลาดผันผวน
S&P 500 ตอนนี้แพงไปหรือไม่?
แม้ดัชนี S&P 500 จะยังเติบโตได้ดีในปีนี้ แต่ก็มีหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
ปัจจุบันมี 3 เรื่องสำคัญที่ควรจับตา
1. มูลค่าของตลาดเริ่มสูงขึ้น
แม้ S&P 500 จะยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูง แต่สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามคือ ระดับมูลค่าของตลาดที่ยังค่อนข้างแพง โดยปัจจุบันดัชนีมีค่า P/E ประมาณ 28.5 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ค่า P/E ที่อยู่ในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าตลาดจะปรับตัวลงทันที แต่สะท้อนว่านักลงทุนกำลังยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อซื้อหุ้น ทำให้ผลตอบแทนในอนาคตอาจไม่ได้โดดเด่นเท่าช่วงที่มูลค่าหุ้นยังไม่แพง
2. หุ้นแพงเริ่มมีมากกว่าหุ้นถูก
ข้อมูลจาก Market Prediction ของ Jitta Wealth พบว่า จากหุ้นคุณภาพดี 50 บริษัท มีหุ้นที่อยู่ในโซน ‘แพง’ จำนวน 28 บริษัท ขณะที่หุ้น ‘ถูก’ เหลือ 22 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569)
สะท้อนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันเริ่มมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
3. พึ่งพาหุ้น 7 นางฟ้าค่อนข้างมาก
แม้ S&P 500 จะมีหุ้นประมาณ 500 บริษัท แต่ปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียง 7 บริษัท ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 30% หรือคิดเป็นราวหนึ่งในสามของดัชนี
นั่นหมายความว่า หากหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงพร้อมกัน ก็อาจส่งผลต่อผลตอบแทนของ S&P 500 มากกว่าที่หลายคนคิด
สรุปแล้ว S&P 500 ยังลงทุนได้ไหม?
คำตอบคือ ยังลงทุนได้ หากคุณมีเป้าหมายลงทุนระยะยาว และเข้าใจว่าตลาดหุ้นย่อมมีช่วงที่ปรับตัวขึ้นและลงเป็นเรื่องปกติ
S&P 500 เหมาะกับผู้ที่
- ต้องการลงทุนในบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ
- ลงทุนระยะยาว 10 ปีขึ้นไป
- รับความผันผวนของตลาดหุ้นได้
- ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว การกระจายเงินลงทุนไปยังตลาดหุ้นประเทศอื่นและตราสารหนี้ ก็อาจช่วยให้พอร์ตมีความสมดุลมากขึ้น
ลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงกับ Jitta Wealth
คุณสามารถลงทุนใน S&P 500 ผ่านนโยบาย Thematic DIY โดยเลือกธีม ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ ซึ่งลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF (IVV) ที่อ้างอิงดัชนีโดยตรง ร่วมกับธีมตลาดหุ้นชั้นนำต่างๆ อย่างญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และอินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ
หรือลงทุน Global ETF ที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมตลาดหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้คุณภาพผ่าน ETF ชั้นนำ
ไม่ว่าจะเป็น
- หุ้นทั้งตลาดสหรัฐฯ กว่า 3,000 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม
- หุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน
- หุ้นประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย บราซิล ศักยภาพเติบโตสูง
- ตราสารหนี้สหรัฐฯ กระจายทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้คุณภาพดี ช่วยลดความผันผวน
- หุ้นกู้เอกชนชั้นดีสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร แต่ยังอยู่ในความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ซึ่งจัดพอร์ตมาให้แล้วตามหลักการระดับโลกอย่าง Modern Portfolio Theory ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุด บนความเสี่ยงที่คุณรับได้ พร้อมคอยปรับพอร์ตบาลานซ์สัดส่วนให้อัตโนมัติเมื่อหุ้น หรือตราสารหนี้ปรับตัวขึ้นลง
หากสนใจการลงทุน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth หรือ โทร 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
เปรียบเทียบ S&P 500 กับ Global ETF
| เปรียบเทียบ | S&P 500 | Global ETF |
| หุ้นสหรัฐฯ | ✅ (100%) | ✅(ประมาณ 56%) |
| หุ้นประเทศอื่น | ❌ | ✅ |
| ตราสารหนี้ | ❌ | ✅ |
| กระจายหลายภูมิภาค | ❌ | ✅ |
| ปรับพอร์ตอัตโนมัติ | ❌ | ✅ |
| เหมาะกับ | คนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ | คนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงทั่วโลก |
หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&P 500 หรือ Global ETF แบบไหนเหมาะกับคุณ?
ที่มา:
ที่มา
- S&P Dow Jones Indices
- Multpl (S&P 500 PE Ratio)
- Slickcharts (ข้อมูลสัดส่วนหุ้นใน S&P 500)
- Jitta Wealth Market Prediction (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569)
FAQ
S&P 500 คืออะไร?
S&P 500 (Standard & Poor’s 500) คือดัชนีหุ้นที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Nvidia และ Meta จึงถูกใช้เป็นตัวแทนของภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ
นักลงทุนไม่สามารถซื้อดัชนี S&P 500 ได้โดยตรง แต่สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนี เช่น iShares Core S&P 500 ETF (IVV), Vanguard S&P 500 ETF (VOO) หรือ SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY)
ลงทุน S&P 500 ดีไหม?
S&P 500 เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะมีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังที่อยู่ในระดับสูง และช่วยกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ หลายอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัว
อย่างไรก็ตาม S&P 500 ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ทั้งความผันผวนของตลาดหุ้น ความเป็นไปได้ที่จะขาดทุนในบางช่วง และการกระจุกตัวของมูลค่าตลาดในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
นักลงทุนจึงควรลงทุนด้วยระยะเวลาที่เหมาะสม และพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หรือภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม
S&P 500 ขาดทุนได้ไหม?
ได้ การลงทุนใน S&P 500 มีโอกาสขาดทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐานหรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น วิกฤติการเงินโลกปี 2008 ดัชนี S&P 500 เคยปรับตัวลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 50% และในปี 2022 ก็ปิดปีด้วยผลตอบแทนติดลบกว่า 19%
แม้ในระยะยาว S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโต แต่ผู้ลงทุนควรยอมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น
ลงทุน S&P 500 ผ่าน ETF ตัวไหนดี?
ETF ที่ได้รับความนิยมในการลงทุนตามดัชนี S&P 500 ได้แก่
- IVV (iShares Core S&P 500 ETF) มีค่าธรรมเนียมต่ำและอ้างอิงดัชนี S&P 500 โดยตรง
- VOO (Vanguard S&P 500 ETF) เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวและมีค่าธรรมเนียมต่ำเช่นกัน
- SPY (SPDR S&P 500 ETF Trust) เป็น ETF ที่มีสภาพคล่องสูงและได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนใน S&P 500 พร้อมกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นและตราสารหนี้ สามารถพิจารณาพอร์ตแบบ Global ETF ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว
S&P 500 เหมาะกับใคร?
S&P 500 เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และสามารถรับความผันผวนของตลาดหุ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว เช่น 10 ปีขึ้นไป
แต่หากต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดเดียว หรือไม่ต้องการบริหารพอร์ตด้วยตนเอง การลงทุนแบบกระจายไปยังหลายประเทศและหลายสินทรัพย์ผ่าน Global ETF ก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
S&P 500 หรือ Global ETF ดีกว่า
ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะทั้ง S&P 500 และ Global ETF มีจุดเด่นต่างกัน
S&P 500 เหมาะกับผู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และต้องการลงทุนในบริษัทชั้นนำของประเทศเป็นหลัก
ส่วน Global ETF ยังให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง แต่กระจายการลงทุนไปยังหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และตราสารหนี้ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดียว
หากคุณต้องการโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ พร้อมการกระจายความเสี่ยงและระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ Global ETF อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวมากกว่า
แต่หากต้องการลงทุนตามดัชนี S&P 500 โดยตรง การลงทุนผ่าน ETF ที่อ้างอิงดัชนีก็ยังเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก
ดูวิดีโอ ลงทุน S&P 500 อย่างเดียว เสี่ยงเกินไปไหม? เฉลย ETF ที่คนรวยใช้กัน! ได้ที่นี่
ผู้เขียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01
