สรุปการลงทุนปี 2568: บทเรียนสำคัญก่อนพาพอร์ตทะยานสู่ปีม้า 2569
ไฮไลต์
- ปี 2568 เป็นปีแห่งความผันผวน จากทั้งการเมืองโลก Tariffs สงคราม เทคโนโลยี AI ดอกเบี้ย และค่าเงิน
- ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 9% กลายเป็นบททดสอบจิตใจนักลงทุนไทยที่ลงทุนต่างประเทศ
- บทเรียนสำคัญ คือวินัยและกลยุทธ์ที่ดี ช่วยให้พอร์ตผ่านความผันผวนและเติบโตต่อได้
- การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ชัดเจน และการมี Core Port ที่แข็งแรง ทำให้กล้าคว้าโอกาสลงทุนในประเทศหรือธีมที่กำลังเติบโตได้อย่างอุ่นใจ
- การ DCA อย่างสม่ำเสมอ ช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ตัดอารมณ์ และทำให้พอร์ตฟื้นตัวเร็วขึ้น
อีกไม่นานจะเข้าสู่ปีใหม่ปี 2569 แล้ว ปีนี้พอร์ตของคุณเป็นอย่างไร? ทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย มีแนวโน้มที่ดี หรือยังต้องปรับกลยุทธ์เพิ่ม
ก่อนจะถึงช่วงบรรยากาศเฉลิมฉลอง เราอยากพาคุณไปทบทวนการลงทุนในปีที่ผ่านมากันสักหน่อย เป็นการสรุปบทเรียน เพื่อที่ในปีต่อไป 2569 พอร์ตคุณจะสามารถพุ่งทะยานสู่เป้าหมายได้ไกล และมั่นคงกว่าเดิม
เหตุการณ์สำคัญปี 2568 ที่กระทบตลาดหุ้นมากที่สุด
ในปี 2568 เป็นอีกปีที่นักลงทุนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลากหลายมิติ ทั้งที่มากระทบตลาดหุ้น รวมถึงที่กระทบกับอารมณ์ของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนรุนแรง
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือนักลงทุนที่ยังลงทุนอย่างมีหลักการและรักษาวินัยในการลงทุนไว้ได้ พอร์ตลงทุนก็จะได้รับผลกระทบน้อยและยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง
เหตุการณ์ความผันผวนที่มาจาก Liberation Day
เหตุการณ์ Liberation Day ของ Trump มาพร้อมกับการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ (Tariffs) กระทบต่อการลงทุนทั่วทั้งโลก
ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงกว่า 12% ในช่วงต้นเดือนเมษายน แต่ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนช่วงปลายมิถุนายน ดัชนี S&P 500 ก็สามารถกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้
แม้ในช่วงที่ตลาดตกหนัก และนักลงทุนพากันหวาดกลัว จนดัชนีชี้วัด Fear and Greed ลดลงไปสู่ระดับ Extreme Fear ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุน แต่ดัชนียังสามารถทำ all-time high ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าในระยะสั้น ตลาดมีการตอบสนองต่อข่าวร้ายเกินจริง ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังมีทิศทางที่ดี
ยุค AI สร้างการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่ผ่านมา หนีไม่พ้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บริษัทในกลุ่ม Magnificent 7 เองก็ได้รับอานิสงส์จาก AI เช่นบริษัทอย่าง Nvidia ที่ต้องเร่งการผลิตชิปใหม่ Blackwell สำหรับใช้ในการประมวลผล AI หรือ Amazon (AWS) และ Google (Cloud) ที่เป็นเจ้าของ Cloud Server ขนาดใหญ่ที่บริษัททั่วโลกต้องมาเช่าเพื่อรันระบบ AI ต่างๆ
Tesla เองก็นำ AI มาช่วยประมวลระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (FSD) ให้ดียิ่งขึ้น ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในปีที่ผ่านมาและทำให้สัดส่วนของ Magnificent 7 ใน S&P 500 มีสัดส่วนสูงกว่า 30% (ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568)
AI ยังช่วยลดระยะเวลา R&D (Research and Development Duration) หรือ ระยะเวลาการวิจัยและพัฒนาลง ทำให้การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดไวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนแรงงาน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ารวมถึง การคาดการณ์ความต้องการ
สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ทันท่วงที AI จึงไม่ใช่เพียงธีมระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว
แรงส่งจาก ‘ดอกเบี้ยขาลง’ ปลดล็อกมูลค่าหุ้นเติบโต
การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปี 2568 ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจลดลงและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และหากดูดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันทำผลตอบแทนไปแล้วกว่า 22.37% (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568)
จากที่ต้นทุนทางการเงินลดต่ำลงช่วยให้การประเมินมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ต่ำลงในการคำนวณมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ทำให้หุ้นเทคฯ กลับมาเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย
กลุ่มตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลเองก็ยังได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
ในทางกลับกัน ภาคธนาคารพาณิชย์อาจเผชิญแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่น้อยลง ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรในระยะสั้น

ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (แข็งค่าขึ้นกว่า 9% จากต้นปี)
ค่าเงินก็เป็นอีกปัจจัยที่กระทบการลงทุนไม่น้อย เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 9% จากต้นปี กระทบพอร์ตของนักลงทุนไทย ที่ไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง
เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ตัวเลขพอร์ตลงทุนลดลง แม้ว่าในช่วงนั้นสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ราคาไม่ได้ตกลงแรงเลยก็ตาม ทำให้นักลงทุนกังวล และตัดสินใจผิดพลาดไปไม่น้อย
ค่าเงินยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลต่อผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนในปี 2569
โดยค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และแข็งค่าสุดตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 2564
จากราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-time high) โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 ราคาทองคำโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก สะท้อนว่านักลงทุนยังมีความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เพิ่มขึ้นมาก จากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก
ตลาดมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องและเร็วขึ้น (Increased Volatility)
แนวโน้มความผันผวนในตลาดการเงินมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วและรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากในยุคที่ Information Flow รวดเร็ว และมีปัจจัยอย่าง AI Trading หรือ Global Connectivity ทำให้วัฏจักรของตลาด (Market Cycle) หมุนเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีตมาก
เมื่อก่อนวัฏจักรนี้อาจกินเวลา 5-10 ปี เช่น วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือ Subprime แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและอิทธิพลของ Social Media ทำให้วัฏจักรความหวังความตื่นเต้นและหวาดกลัวอาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน และในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนที่พยายามจะจับจังหวะ (Timing the Market) อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น

วิธีรับมือความผันผวนที่อาจมาเร็วและรุนแรง
เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจมาเร็วและรุนแรงมากขึ้น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนเฉพาะเจาะจงในตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่ง จำเป็นต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ที่แม่นยำมากกว่าเดิมในทุกๆ มิติ
เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนได้ว่าตลาดนั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรการลงทุน ทั้งการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงข้อมูลย้อนหลัง เพื่อประเมินผลกระทบและคาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างแม่นยำ
Market Prediction ของ Alpha AI วิเคราะห์ตลาดแม่นยำ
ในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถคาดการณ์ได้ว่าตลาดไหนที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูงและมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นแพงในแต่ละช่วงเวลา ปราศจากอคติในการลงทุน หรือการลงทุนตามกระแสที่อาจพาให้หลงเข้าไปสู่ช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูงสุดได้
ขณะเดียวกันยังช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งโอกาสได้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นในระยะยาว
ในปีที่ผ่านมา Jitta Wealth ได้นำหลักคิดเกี่ยวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ และ Market Prediction ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือของ Jitta Ranking Alpha มาแนะนำนักลงทุนผ่าน Jitta Wealth Live ในช่องทาง YouTube ตั้งแต่ต้นปี 2568 เกี่ยวกับตลาดหุ้นจีน และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนหุ้นถูกมากกว่าหุ้นแพงตาม Market Prediction และมีแนวโน้มฟื้นตัวแรงหลังจากเผชิญวิกฤติมาหลายปี ปัจจุบัน 2 ตลาดนี้ก็ทำผลตอบแทนได้ดี
บทเรียนจากการลงทุนในปี 2568 และผลตอบแทนที่ได้รับ
ฝ่าตลาดผันผวนด้วยกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite
เราควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเราได้ เมื่อความไม่แน่นอนคือความแน่นอน โลกที่เปลี่ยนขั้วและกระจายอำนาจไปสู่ประเทศอื่นมากขึ้น ( Multipolar World) ดังนั้นเราจึงต้องลงทุนในแบบกระจายสินทรัพย์และความเสี่ยงไปทั่วโลก จัดสัดส่วนด้วยหลักการที่ดี
ปีที่ผ่านมาการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite พิสูจน์ได้ว่าช่วยลดผลกระทบจากตลาดที่ผันผวนรุนแรงได้เป็นอย่างดี จากหลักของการกระจายความเสี่ยง เช่น ในช่วง Liberation Day ที่ตลาดตกแรง พอร์ต Global ETF นั้นติดลบเพียง -8.60% เทียบกับ S&P 500 ที่ติดลบ -13.65%

และการที่คุณมี Core Port ดีๆ ทำให้การคว้าโอกาสในการลงทุน ตามเทรนด์ โฟกัสประเทศ หรืออุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต สามารถทำได้แบบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะทุกความผันผวน พอร์ตโดยรวมจะไม่กระทบหนัก เพราะมี Core Port ที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมคอยหนุนอยู่
Stay Invested เดินหน้าลงทุนระยะยาว
อีกหนึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวน คือการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invested) โดยมองภาพระยะยาว และยังคง DCA อย่างสม่ำเสมอ
การเพิ่มทุนอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลตอบแทนดีกว่าพอร์ตที่ไม่ได้เพิ่มทุนเลย ยิ่งเพิ่มทุนในช่วงของตลาดตกยิ่งทำให้พอร์ตกลับมาบวกได้เร็วกว่า เพราะได้ถัวเฉลี่ยซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่า
อีกทั้งการ DCA สม่ำเสมอ คุณจะตัดอารมณ์ออกจากการลงทุน ลดความผิดพลาดจากข่าวสารหรือกระแสที่อาจไม่ได้กระทบพอร์ตของคุณจริงๆ
Jitta Wealth จึงแนะนำให้ DCA อย่างต่อเนื่อง สร้างผลตอบแทนสะสมที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป แสดงผ่าน My Future Wealth ที่ให้เห็นถึงผลลัพธ์หากมีการ DCA ทุกๆ เดือน ก็สามารถปั้นเงินล้านเพื่ออนาคตของคุณได้
ก้าวต่อไปในปี 2569: มุ่งสู่อนาคตที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ในปี 2569 หรือปีต่อไปตลาดหุ้นก็จะยังคงผันผวน ขึ้นลงเป็นวัฏจักร การลงทุนโดยยึด Mindset และหลักการลงทุนที่ดี สำคัญกว่าการคาดการณ์หรือจับจังหวะ
เพราะสุดท้ายแล้วการลงทุนคือการวิ่งมาราธอน ที่หากคุณผ่านความผันผวนของตลาดได้ ในระยะยาวผลตอบแทนทบต้นก็จะผลิดอกออกผลพาคุณไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้สำเร็จ
และที่สำคัญ…คือ อย่าลืมที่จะลงทุนในความรู้ เพราะเมื่อคุณมีความรู้เป็นอาวุธติดตัวมากเท่าไหร่ คุณก็จะก้าวผ่านความผันผวนไปจนถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น
เช่นเคย นอกจากการพัฒนานโยบายการลงทุนให้ดีขึ้นอยู่เสมอ Jitta Wealth จะยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้ด้านการเงินการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ เงินเงิน 101 หรือทางออนไลน์อย่าง Facebook YouTube และเว็บไซต์ Jitta Wealth
เพื่อช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตงอกงาม สร้างอิสรภาพทางการเงินได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้….สวัสดีปีใหม่ 2569